วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

GL

GL ร่ายยาวยันไม่ต้องตั้งสำรองเพิ่ม หุ้นเปิดดิ่งติดฟลอร์ 

GL เปิดร่วงติดฟลอร์ หลังเปิดคำชี้แจงร่ายยาวถึงตลท. ยืนยันปล่อยกู้บริษัทย่อยดำเนินธุรกิจตามปกติ  ด้านผู้บริหารระบุ ไม่ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสําหรับผู้กู้ทั้ง 2 กลุ่ม ส่วนโบรกมองต่าง  ขณะที่แนะใช้วิจารณญานในการตัดสินใจลงทุน

ราคาหุ้นล่าสุด (คลิ๊กที่นี่) GL เปิดเช้าร่วงติดฟลอร์ที่ 12.40 บาท  จากราคาปิดวานนี้ที่ 17.70 บาท ก่อนจะเริ่งมขยับขึ้นมาลดช่วงลบ แต่ยังคงติดลบกว่า 26% 

บมจ.กรุ๊ปลีส (GL) แจ้งตลาดหลักทรัพย์  ชี้แจงถึงประเด็นข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีกรณีเงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับว่า ธุรกิจการให้กู้ยืมของ Group Lease Holdings Pte. Ltd. (“GLH”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเป็นไปตามธุรกิจปกติของ
GLH ตามที่ปรากฏในหนังสือบริคณห์สนธิของ GLH และกฎหมายในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ GLH จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นกําหนดให้ทําได้ 

GLH เป็นบริษัทย่อยซึ่งบริษัทถือหุ้นทั้งหมดใน  โดยจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจํากัดในวันที่ 10กุมภาพันธ์ 2557 และมีทุนจดทะเบียน 214,447,594 ดอลลาร์สิงคโปร์  ราคาที่ตราไว้หุ้นละ 1ดอลลาร์สิงคโปร์

ส่วนวัตถุประสงค์หลักทางธุรกิจของ GLH คือการถือหุ้นในบริษัทย่อยอืนๆ และการให้เงินกู้ยืมราย

GL ชี้แจงรายละเอียดของผู้กู้ว่า  ผู้กู้กลุ่มสิงคโปร์เป็ นส่วนหนึงของกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศซึงก่อตั้งมาเป็นเวลานานแล้ว และถือหุ้นโดยครอบครัวนักธุรกิจชาวญีปุ่น  โดยผู้กู้กลุ่มสิงคโปร์มียอดเงินต้นรวม 56,346,950 ดอลลาร์สหรัฐ เงินต้นจํานวน 16,775,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจะครบกําหนดในปี 2560 และเงินต้นส่วนทีเหลือจํานวน 39,571,950 ดอลลาร์สหรัฐจะครบกําหนดในปี2561

ส่วนผู้กู้กลุ่มไซปรัสเป็นส่วนหนึงของกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศซึงก่อตั้งมาเป็นเวลานานแล้ว และถือหุ้นโดยครอบครัวนักธุรกิจชาวกัมพูชา โดยผู้กู้กลุ่มไซปรัสซึงมียอดเงินต้นรวม 41,779,071 ดอลลาร์สหรัฐ เงินต้นจํานวน 16,572,127 ดอลลาร์สหรัฐจะครบกําหนดในปี 2561 จํานวน 22,946,310 ดอลลาร์สหรัฐ จะครบกําหนดในปี 2562 และเงินต้นส่วนที่เหลือจํานวน 2,260,634 ดอลลาร์สหรัฐจะครบกําหนดในปี 2563

GLH มีนโยบายในการให้กู้ยืมแก่ลูกค้ารายใหม่ๆ โดยการให้เป็นเงินกู้ยืมระยะสั้นในช่วงระยะเวลาเริมต้นเพื่อให้ GLH สามารถดูแลและตรวจสอบสถานะ รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้กู้รายดังกล่าวก่อน แล้วหากเห็นว่าสามารถดําเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจร่วมกับผู้กู้รายนั้น ได้ GLH จะขยายระยะเวลาสําหรับเงินให้กู้ยืมดังกล่าวให้เป็นเงินให้กู้ยืมระยะยาว 

สําหรับผู้กู้ทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น เดิมผู้กู้ขอสินเชื่อเป็นเงินให้กู้ยืมระยะยาวทีมีกําหนดชําระหนี้คืนเมื่อครบระยะเวลา 3 ปี แต่เพือปฏิบัติตามนโยบายในการให้กู้ยืมของ GLH ข้างต้น GLH จึงกําหนดให้เป็นเงินกู้ระยะสั้นโดยมีกําหนดชําระเงินกู้ยืมคืนภายในระยะเวลา 3 เดือน และในเวลาต่อมาได้ขยายระยะเวลาชําระเงินให้กู้ยืมคืนเป็ น 1 ปี และ 3 ปีตามลําดับ 

ทั้งนี้การขยายระยะเวลาชําระเงินให้กู้ยืมให้แก่ผู้กู้ทั้ง 2 กลุ่มข้างต้นไม่ได้เกิดจากการทีผู้กู้ดังกล่าวผิดนัดชําระหนี้  ในการนี้ GLH จะเรียกเก็บดอกเบี้ยที่ครบกําหนดชําระตามสัญญาเงินกู้ทีเกียวช้องเป็นรายไตรมาส โดยปกติ GLH จะออกใบแจ้งหนี้สําหรับดอกเบี้ย ดังกล่าวภายใน 5-6 อาทิตย์   

หลังจากสิ้นไตรมาส เมื่อมีการออกใบแจ้งหนี้แล้ว ผู้กู้จะชําระเงินตามจํานวนได้รับแจ้งภายใน 1-3 สัปดาห์ โดยในปี 2558 และ 2559 ไม่มีดอกเบี้ยค้างชําระ และ GLH ได้รับชําระดอกเบี้ยครบถ้วนจากผู้กู้ทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวมาโดยตลอด ดอกเบี้ยรับจํานวน 485 ล้านบาท คิด 16% ของรายได้รวมของบริษัทในปี 2559


ผู้บริหารจึงมีความเห็นว่าไม่ต้องตั้งค่าเผือหนี้สงสัยจะสูญสําหรับผู้กู้ทั้ง 2 กลุ่มข้างต้น และผู้สอบบัญชีได้พิจารณาว่าเงินกู้ยืมดังกล่าวเป็นลูกหนี้ปกติเช่นกันและไม่ได้ตั้งสํารองค่าเผือหนี้สงสัยจะสูญสําหรับเงินกู้ยืมดังกล่าวตามที่กล่าวข้างต้น 

GLH มุ่งเน้นการให้กู้ยืมเงินแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และพันธมิตรทางธุรกิจเป็นหลัก และ GLH ได้ใช้ความระมัดระวังในการให้กู้ยืมแก่กลุ่มผู้กู้ต่างๆ ซึงต้องมีโอกาสทางธุรกิจทีสอดคล้องกับธุรกิจของบริษัทและ GLH ในปัจจุบัน GLH จึงยังไม่มีการกําหนดนโยบายการตั้งค่าเผือหนี้สงสัยจะสูญและมาตรการดําเนินการในกรณีดังกล่าว 

สําหรับเงินที่ GLH ให้กู้ยืม แต่จากนี้ต่อไป GLH จะดูแลและตรวจสอบเงินกู้ยืมแต่ละรายอย่างใกล้ชิด และจะร่วมทํางานกับผู้สอบบัญชีเพือพิจารณาว่ามีความจําเป็ นในการกําหนดการตั้งค่าเผือหนี้สงสัยจะสูญหรือไม่และจะกําหนดการตั้งค่าเผือหนี้สงสัยจะสูญที่เหมาะสมสําหรับเงินกู้ยืมทีเกียวข้องต่อไป 

CBG

CBG ยังร่วงต่อเนื่อง กังวลผลประกอบการ แผนรุกต่างประเทศ 




วอลุ่มตลาดยังต่ำกว่า 4 หมื่นล้านเป็นวันที่สาม (จันทร์ 13 มี.ค.) คล้ายกับตลาดรอคอนเฟิร์มผลการประชุมเฟดขึ้นดอกเบี้ยกลางสัปดาห์ แต่ที่ล่วงหน้าไปก่อนก็คือหุ้นกลุ่มพลังงานที่ถูกขายตามราคาน้ำมันที่ร่วงลงทำนิวโลว์รอบ 3 เดือนแล้ว ไปจนถึงแรงขายหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ “Valuation” สูงเกินไป หรือขาดปัจจัยสนับสนุนชัด

หุ้น “คาราบาวกรุ๊ป” หรือ CBG ยังไม่พ้นบ่วงถูกเทขายออกมาต่อเนื่อง กดราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดในรอบ 8 เดือน นอกจากจะเป็นการรับเซนติเมนต์ด้านลบของภาวะตลาดโดยรวม นักลงทุนดูยังขาดความเชื่อมั่นเรื่องผลประกอบการที่อาจจะยังไม่พ้นจุดต่ำสุด อันเป็นผลจากแผนการรุกตลาดในจีนและอังกฤษที่ยังรับรู้ผลขาดทุนเข้ามาในงบการเงิน

แหล่งข่าวนักวิเคราะห์บอกกับ Money Channel ว่า แรงขายที่ออกมาอย่างต่อเนื่องในหุ้นของ CBG น่าจะเป็นผลจากการที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นเรื่องผลประกอบการในไตรมาสแรกว่าอาจจะยังไม่พลิกฟื้น หรือยังไม่พ้นจุดต่ำสุด ซ้ำเติมผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้วที่ออกมาค่อนข้างผิดหวัง และขณะเดียวกัน อาจยังเป็นเพราะความไม่มั่นใจในการเข้าไปลงทุนในตลาดจีน ว่าจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ หลังจาก CBG เคยประกาศร่วมลงทุนในจีน เข้าถือหุ้น 41.4% และคาดจะเริ่มดำเนินงานในไตรมาส 2 นี้

มีการประเมินด้วยว่าแรงขายที่ออกมาส่วนใหญ่ น่าจะเป็นนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนกลุ่ม VI รวมทั้งยังมีแรงขายผ่านธุรกรรม “Block Trade” ซึ่งเป็นรูปแบบของ Single Stock Futures ไปเข้าซื้อหุ้นโดยใช้มาร์จิ้น ส่งผลให้ผู้ลงทุนที่เข้าไปซื้อฝั่ง Long ถูกบังคับขาย หรือ “Force Sell” 

ปัจจุบัน หุ้น CBG ยังมีจำนวนสัญญาคงค้างอยู่ราว 15,000 สัญญา หรือคิดเป็นจำนวน 15 ล้านหุ้น ดังนั้น จึงมีคำเตือนว่าในระยะสั้นนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขาย 

แหล่งข่าวยังแนะให้รอติดตามภายหลังปิดสมุดบัญชีงวดปี 2559 เมื่อวันที่ 10 มี.ค ที่ผ่านมา บริษัทฯ เตรียมแจ้งกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ซึ่งต้องรอดูรายละเอียดอีกครั้ง

“สำหรับหุ้นที่สามารถทำ ‘Block Trade’ ได้ นั้น โดยมากจะเป็นหุ้นใน SET50 และ SET100 ซึ่งมีทั้งกองทุน ต่างชาติ และ prop trade เป็นผู้เล่น ดังนั้นการใช้ศาสตร์ Technical Analysis ในการอ้างอิงจึงเป็นไปตามหลักการทฤษฎี มากกว่าการไปเล่นหุ้น Small Cap ทั่วไป ขณะผู้ลงทุนสามารถเลือกทิศทางได้ทั้งในฝั่ง LONG และ SHORT เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาขึ้น ขาลง หรือแม้แต่ “ไซด์เวย์” ก็จะมีโอกาสให้กับผู้เล่นอยู่เสมอ นอกจากนั้น การทำ ‘Block Trade’ ใช้เงินน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นในตลาด ดังนั้น ด้วยปริมาณเงินที่เท่ากัน ถ้าคาดการณ์ทิศทางราคาได้ถูกต้องจะให้ผลตอบแทนมากกว่าการซื้อหุ้น” 

ด้าน “สุนทร ทองทิพย์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี บอกกับ Money Channel ว่า แม้ว่าภาพรวมของ CBG จะยังอยู่ในเซนติเมนต์เชิงลบจากผลกระทบขยายลงทุนต่างประเทศ แต่ในแง่พื้นฐานก็มีโอกาสพลิกฟื้นได้ เพราะล่าสุด บริษัทฯ สามารถนำสินค้าเข้าไปขายผ่าน Modern Trade ได้แล้ว แต่ต้องรอการอัพเดตกับทางผู้บริหารอีกครั้ง  โดยในไตรมาส 4/59 "Intercarabao UK" มีผลขาดทุน 89 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเป็นสปอนเซอร์ทีมเชลซี ทำให้คาดว่า “Intercarabao UK” จะมีผลขาดทุน 222 ล้านบาทในปีนี้ และ 115 ล้านบาทในปี 2561 เนื่องจากยอดขายในอังกฤษยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุนที่ 70-80 ล้านกระป๋อง/ปี 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะต้องจ่ายค่าสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษลีกคัพ เพื่อทําให้แบรนด์คาราบาวเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาดโลก โดย CBG ตั้งงบการตลาดไว้ที่ 6-8% ของยอดขายในปี 2560-63 ซึ่งใกล้เคียงกับ “Monster” และเครื่องดื่มระดับโลกแบรนด์อื่นๆ 

CBG มีแผนจะเพิ่มยอดขายในอังกฤษเป็น 30 ล้านกระป๋องในปีนี้จาก 2 ล้านกระป๋องในปี 2559 ด้วยการเพิ่มจุดขายแบบ traditional trade อีกเท่าตัว เป็น 16,000 แห่ง ส่วนในจีน คาดว่าการร่วมทุนที่จีนจะทํากําไรให้กับบริษัทฯ ราว 6 ล้านบาทในปีนี้ และเพิ่มเป็น 100 ล้านบาทในปี 2561

คุณสุนทร บอกว่า ราคาหุ้น CBG ปรับตัวลงในช่วงนี้มีความน่าสนใจในเรื่องมูลค่าหุ้นที่ยังต่ำกว่าราคาพื้นฐาน 70 บาท  แม้ว่ายอดขายในภูมิภาคแข็งแกร่ง การรุกตลาดโลกจะช่วยโปรโมตแบรนด์คาราวบาวไปทั่วโลกในสัญญา 3 ปี แต่สิ่งสำคัญคือต้องรอดูความคืบหน้าของการรุกตลาดอังกฤษและจีนที่ยังสร้างกังวลว่ากําไรจะลดลง (แบบ Y/Y) ในครึ่งปีแรก และอาจจะจํากัด Upside ของราคาหุ้นในระยะสั้น

ส่วนโบรกเกอร์ “เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ” (ประเมินราคาเป้าหมาย CBG 65 บาท) ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่าการขาดทุนในอังกฤษและบริษัทร่วมทุนในจีนยังเป็นปัจจัยกดดันหลัก แต่ยอดขายในประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตดี ขณะที่การส่งออกคาดว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  นักวิเคราะห์คาดผลประกอบการในอังกฤษและบริษัทร่วมในจีนจะยังขาดทุนในช่วง 1-2 ปี แต่จะค่อยๆ ฟื้นตัวดีเป็นลำดับ พร้อมมองบริษัทฯ มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ในระยะยาว 

ฝั่ง “เคจีไอ” (ให้ราคาเป้าหมาย CBG 69 บาท) คาดว่าการขาดทุนจากการเข้าทำตลาดในยุโรปจะค่อยๆ ลดลงจากการประหยัดต่อขนาด แต่อย่างไรก็ตาม การที่กำไรรายไตรมาสได้หยุดสถิติการเติบโตต่อเนื่องทุกไตรมาส อาจส่งผลเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ Valuation ของหุ้นค่อนข้างแพง

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

GUNKUL

GUNKUL รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าลม 60 MW เต็มที่ในปีนี้



“กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง” (GUNKUL) ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 4.3 พันลบ. หลังรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าลมขนาด 60 เมกะวัตต์ เต็มปี ตั้งเป้ามีสัญญาขายไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2563

นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 4.3 พันล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 3.63 พันล้านบาท จากการรับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่จ่ายไฟเข้าสู่ระบบในเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วในเดือนธ.ค. 59 ที่ 60 เมกะวัตต์  ซึ่งจะสร้างรายได้ราว 800 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิราว 45% และจากการรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สระแก้ว 8 เมกะวัตต์ และบางกระเจ้า 5 เมกะวัตต์ พร้อมตรียมจ่ายไฟโครงการพลังงานลมกรีนโนเวชั่น 60 เมกะวัตต์ ในช่วงไตรมาส 4/60

บริษัทฯ มีเป้ารายได้เติบโตอีกราวปีละ 30-40% และมีสัญญาขายไฟฟ้า(PPA)อยู่ที่ 1,000 MW ภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่มี 489 เมกะวัตต์ โดยสัดส่วนการขายไฟจะมาจากโครงการในประเทศ 50% และนอกประเทศ 50% ยังเน้นการลงทุนพลังงานทดแทนในประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ 

ส่วนในประเทศตั้งเป้าได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์ หรือที่ 10% ของโครงการทั้งหมดที่บริษัทฯ เตรียมเข้าประมูล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการพลังงานทดแทนในประเทศที่คาดว่าจะมีออกมามากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ ,โครงการโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ , โครงการ SPP Hybrid Firm, โครงการ VSPP Semi-Firm และ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน

บริษัทฯ ตั้งเป้ามีสัดส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าจัดจำหน่าย (EBITDA)จากธุรกิจโรงไฟฟ้ามาอยู่ที่ 70% และธุรกิจซื้อขาย 30% ของรายได้ทั้งหมด จากปีก่อนที่มีสัดส่วนธุรกิจไฟฟ้า 50% พร้อมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% ในปี 2561

ในส่วนของเงินทุน บริษัทฯ เตรียมขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือน เม.ย.นี้ เพิ่มวงเงินการออกหุ้นกู้อีก 3,000 ล้านบาท จากเดิมที่ 6,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนตั๋วเงินระยะสั้น (B/E) มูลค่า 3,700 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้รองรับขยายการลงทุนโครงการพลังงานใหม่ๆ - See more at: 

BAFS

BAFS ตั้งเป้ารายได้ปี 60 โต 5%



BAFS ผู้ให้บริการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน คงเป้าหมายปริมาณการเติมน้ำมันอากาศยานน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 5% แนวโน้มแตะ 6,000 ล้านลิตร จากปีนี้อยู่ที่ประมาณ 5,700 ล้านลิตร 

นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้จัดการบมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ  หรือ  BAFS เปิดเผยว่า การเติบโตในปีนี้ มาจากแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่น่าจะสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวต่างๆ และไตรมาส4 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว 

ในส่วนของรายได้ปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ราว 5% เช่นกัน แม้ว่ารายได้ในปี2559  จะทำได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ 10% ที่ทำได้ราว 3,712 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี รวมถึงสายการบินต่าง ๆ เปิดเส้นทางการบินใหม่เพิ่มขึ้นด้วย 

ส่วนประเด็นนโยบายของรัฐบาลในการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีน ยืนยันว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ เพราะยังไม่เห็นการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้รายได้ของบริษัทฯ ขึ้นอยู่กับจำนวนเที่ยวบิน ไม่ใช่จำนวนนักท่องเที่ยว

อย่างที่ได้เห็นว่าปีที่ผ่านมาเราทำนิวไฮ ที่เราตั้งเป้าไว้โต10% ซึ่งเราสามารถทำได้ตามเป้า ส่วนปีนี้เราตั้งไว้ก่อน5% เราขอ Conservativeเป้าหมายไว้ก่อนเพราะนี่เพิ่งเข้าไตรมาส1แรก คงยังบอกอะไรได้ไม่มาก ซึ่งรายได้เราก็ตั้งเป้าไว้ 5% เหมือนกัน  ซึ่งเรามั่นใจว่าจำนวนเที่ยวบินน่าจะเพิ่มขึ้นเพราะเราเห็นสายการบินประกาศเที่ยวบินมาแล้วซึ่งมากขึ้น อีกทั้งยังมีสายการบินที่ยังไม่ได้แจ้งอีกมาก 

จากผลประกอบการในปี 2559 ของ BAFS มีรายได้ 3,712 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,097 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท  BAFS จึงได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผล  เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.50บาท ส่วนที่เหลือ อีก1 บาท บริษัทเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 นี้

GL

GLร่วงติดฟลอร์ โดนจับขัง Cash Balance

ตลท.ให้ 3 บจ. ติด  Cash Balance  ส่วน GL ติดทั้งหุ้นแม่และลูกตามเกณฑ์ ขณะที่ราคาร่วงลงปิดติดฟลอร์

ตลาดหลักทรัพย์ ประกาศหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1  Cash Balance โดยเริ่มต้นตั้งแต่  13 มี.ค. -21 เม.ย. 2560

1.บมจ. กรุ๊ปลีส (GL) และใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญของบมจ.กรุ๊ปลีส ครั้งที่ 4 (GL-W4)
2.บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL)   
3.บมจ.โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (RPH)      

หุ้น GL วันนี้ปิดตลาดร่วงติดฟลอร์ที่ 25.25 บาท ลดลง 10.75 บาท หรือ 29.86%

SAWAD

SAWAD เตรียมเทนเดอร์ BFIT หุ้นละ 11.42 บาท




SAWAD เตรียมทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หุ้น  BFIT ส่วนที่เหลือ 63.65% ราคาหุ้นละ 11.42 บาท หลังเข้าถือหุ้นได้แล้วทั้งหมด 36.35% 

บมจ.ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) ได้ส่งประกาศแบบเจตนาคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบง.กรุงเทพธนาทร (BFIT) ส่วนที่เหลือทั้งหมด  63.65% ราคาหุ้นละ 11.42 บาท มูลค่ารวม 1.45 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะยื่นคำเสนอซื้ออย่างเป็นทางการในวันที่ 15 มี.ค.นี้

ขณะที่ในเอกสารประกาศแบบเจตนายังไม่ได้กำหนดช่วงระยะเวลาทำคำเสนอซื้อ

SAWAD ระบุว่า วานนี้ (9 มี.ค.) บริษัทได้เข้าซื้อหุ้น BFIT จำนวน 53.01 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.51% เมื่อรวมกับหุ้นที่บริษัทถืออยู่เดิม จะถือหุ้นรวมกันทั้งหมดเป็น 36.35%

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

APCS

ตลท.คง SP หุ้น APCS ปลดวันจันทร์ 13มี.ค.

ตลท.ยังคง SP หุ้น APCS หลังส่งงบการเงินปี 59 ที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาข้อมูล ก่อนเปิดเทรดปกติจันทร์ 13 มี.ค.นี้ พร้อมแขวน NP 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งว่า หลังจากได้ขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หลักทรัพย์ของบมจ.เอเซีย พรีซิชั่น  (APCS)  ตั้งแต่การซื้อขายหลักทรัพย์รอบเช้าวันที่ 1 มีนาคม 2560 เนื่องจากAPCS ไม่สามารถนำส่งงบการเงินประจำปี 2559 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในเวลาที่กำหนดนั้น 

ขณะนี้ APCS ได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวแล้ว โดยผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน ทำให้ตัวเลขผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทที่ปรากฏในงบการเงินอาจไม่แสดงค่าที่แท้จริงของกิจการซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์ APCS  ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 10 มีนาคม 2560เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง 

ตลท.ระบุว่า จะอนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ APCS พร้อมกับการเครื่องหมาย "NP" (NoticePending) ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 13 มีนาคม 2560 จนกว่า APCS จะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องแก้ไขงบการเงิน