วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

APCS

ตลท.คง SP หุ้น APCS ปลดวันจันทร์ 13มี.ค.

ตลท.ยังคง SP หุ้น APCS หลังส่งงบการเงินปี 59 ที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาข้อมูล ก่อนเปิดเทรดปกติจันทร์ 13 มี.ค.นี้ พร้อมแขวน NP 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งว่า หลังจากได้ขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) หลักทรัพย์ของบมจ.เอเซีย พรีซิชั่น  (APCS)  ตั้งแต่การซื้อขายหลักทรัพย์รอบเช้าวันที่ 1 มีนาคม 2560 เนื่องจากAPCS ไม่สามารถนำส่งงบการเงินประจำปี 2559 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2559 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในเวลาที่กำหนดนั้น 

ขณะนี้ APCS ได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวแล้ว โดยผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน ทำให้ตัวเลขผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทที่ปรากฏในงบการเงินอาจไม่แสดงค่าที่แท้จริงของกิจการซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อาจสั่งการให้บริษัทแก้ไขงบการเงินได้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อห้ามซื้อหรือขายหลักทรัพย์ APCS  ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 10 มีนาคม 2560เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนพิจารณารายงานของผู้สอบบัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง 

ตลท.ระบุว่า จะอนุญาตให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ APCS พร้อมกับการเครื่องหมาย "NP" (NoticePending) ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าของวันที่ 13 มีนาคม 2560 จนกว่า APCS จะนำส่งงบการเงินฉบับแก้ไขหรือจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่าไม่ต้องแก้ไขงบการเงิน

DRT

DRT มั่นใจรายได้ปีนี้โตเกิน5% ขยายฐานลูกค้ากลุ่ม CLMV 



หุ้น DRT หรือ “ผลิตภัณฑ์ตราเพชร” ผู้บริหารคาดดีมานต์วัสดุก่อสร้างเริ่มฟื้นตามภาวะเศรษฐกิจ มั่นใจทั้งปีรายได้โตมากกว่า 5% พร้อมวางงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาทซื้อเครื่องจักร ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
นายสาธิต สุดบรรทัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) บอกว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อนที่มีรายได้ 4.16 พันล้านบาท เนื่องจากความต้องการวัสดุก่อสร้างในประเทศจะฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นสัญญาณบวกนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับได้เพิ่มสัดส่วนการขายผ่าน Modern Trade ที่ขยายสาขากันอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี และยังได้แรงหนุนจากการเติบโตของตลาดส่งออกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ที่สัดส่วนส่งออกในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 17-18% จากปี 2558 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่15% และปี 2560 คาดจะเพิ่มขึ้นสัดส่วนส่งออกเป็น 18-19% ก่อนจะแตะระดับ 20% ในปี 2561

สำหรับงบลงทุนปีนี้คาดใช้ราว 200 ล้านบาท เพื่อขยายงานด้านต่างๆซึ่งส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้เพื่อการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของฝ่ายโรงงานและลดการสูญเสียในขั้นตอนการผลิต รวมถึงบริหารจัดการภายในให้สอดคล้องกับทิศทางการทำตลาดและเป้าหมายการดำเนินงานในแต่ละปีให้เติบโตได้ตามแผน โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะมาจากกระแสเงินสดที่มีอยู่ราว 700 ล้านบาทซึ่งถือว่าเพียงพอ

บริษัทฯ มีนโยบายให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตสินค้า ที่มีเป้าหมายต้องการยกระดับมาตรฐานการผลิตในโรงงานที่จังหวัดสระบุรี ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตสินค้า ลดความเสียหายของเครื่องจักรและลดอุบัติเหตุภายในโรงงาน โดยนำระบบตัวชี้วัดประสิทธิภาพและการทำงานของเครื่องจักรเข้ามาใช้ พร้อมทั้งสำรวจความสูญเสียที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการผลิต ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการทำกำไรขั้นต้นที่ดี
บริษัทฯ จึงได้นำระบบไคเซน ซึ่งเป็นแนวคิดบริหารจัดการด้านกระบวนการผลิตสินค้า มาใช้ภายในโรงงานของ DRT ที่มุ่งเน้นให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมนำเสนอแนวทางปรับปรุงวิธีการทำงานเพื่อลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแต่ละหน่วยงานที่ดีขึ้น ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาสามารถลดการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตของสายการผลิตหลังคาไฟเบื้องซีเมนต์ หลังคาคอนกรีตและอิฐมวลเบา คิดเป็นมูลค่ารวม 63 ล้านบาท

HARN

HARN มั่นใจรายได้-ยอดขายปีนี้ โต 100%



บริษัท หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ HARN ชื่อเดิมคือ “ไฟร์วิคเตอร์” (FIRE) ผู้บริหารเผยธุรกิจในปีนี้จะเติบโตก้าวกระโดด 100% ทั้งรายได้และยอดขาย หลังเพิ่มไลน์ธุรกิจระบบทำความเย็น

ภายหลังจากบริษัท ชิลแมทช์ จำกัด (CM) ซึ่งทำธุรกิจระบบทำความเย็น ได้เข้า “Backdoor” หุ้นของ "ไฟร์วิคเตอร์" และเปลี่ยนชื่อเป็น "หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์" ก็ทำให้ธุรกิจของบริษัทฯ มีไลน์สินค้าเพิ่มเข้ามารวมเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่งนายวิรัฐ สุขชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ "หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์" คาดว่าจะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในปีนี้ ขยายตัวมากกว่า 100% ทั้งในแง่ของยอดขายและรายได้ 

โดยในส่วนของรายได้ คาดว่าปีนี้จะทำรายได้ราว 1,328 ล้านบาท จาก 662.72 ล้านบาทในปี 2559 ส่วนหนึ่งจะมาจากงานที่รอรับรู้รายได้ (backlog) ราว 400 ล้านบาท ซึ่งจะการรับรู้ในปีนี้ประมาณ 80% 

นอกจากนี้ การมีธุรกิจระบบทำความเย็น ซึ่งสินค้าบางรายการ สามารถทำตลาดควบคู่กับธุรกิจเดิมที่อยู่ได้ ทำให้การขายทำได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกัน ยังมีแผนงานที่จะเพิ่มการจำหน่ายสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ สนับสนุนการเติบโตของยอดขายอีกทางด้วย

"หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์" คาดอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ น่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 27-30% จากปีก่อนอยู่ที่ 24.46% และอัตรากำไรสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8-10% จากปีก่อนอยู่ที่ 6.12% เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการแล้ว และเชื่อว่าหลังผ่านปีนี้ไป ธุรกิจของบริษัทจะเติบโตได้ที่ระดับ 7-8% 

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

KCE

ซื้อกลับ KCE รับบาทอ่อน ต้นทุนทองแดงลด โรงงานใหม่หนุนเติบโตระยะยาว



ใกล้วันประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้า (14-15 มี.ค.) ที่ตลาดเล็งการปรับขึ้นดอกเบี้ย  ยังพบทิศทางค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าต่อ ซึ่งหมายถึงการเป็นแรงฉุดค่าเงินบาท จนอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 1 เดือน  และเป็นปัจจัยระยะสั้นสนับสนุนเซนติเมนต์ในหุ้นกลุ่มส่งออก

หุ้น KCE หรือ “เคซีอี อีเลคโทรนิคส์” คืนฟอร์มโดดเด่น (พฤหัสฯ 10 มี.ค.) หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนม.ค. จนราคาหลุดต่ำกว่า 100 บาท ก่อนกลับฟื้นขึ้นมาพร้อมปริมาณการซื้อขายหนาแน่นเกือบ 800 ล้าน ราคาหุ้นขึ้นมาปิดที่ High ของวัน ที่ 101.50 บาท

KCE เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดแถวบริเวณ 130 บาทเมื่อช่วงต้นเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว ก่อนจะปรับตัวเป็นขาลง โดยมีสาเหตุหลักจากต้นทุนทองแดงที่พุ่งขึ้นมาราว 20% ตั้งแต่เดือนต.ค. 59 ประกอบกับราคาหุ้นซื้อขายบน P/E สูงถึงระดับ 24 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่อยู่ระดับ 16-17 เท่า 

โบรกเกอร์ “กสิกรไทย” ระบุว่าการที่ราคาหุ้น KCE ปรับตัวเพิ่มขึ้นน่าเป็นเพราะการอ่อนค่าของเงินบาท ตามแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และทิศทางการอ่อนค่าของเงินปอนด์และยูโร  ขณะเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าต่อเนื่องในเดือน มี.ค. เป็นปัจจัยบวกต่อประสิทธิภาพการทำกำไรของ KCE ประกอบกับประเด็นสำคัญที่ราคาทองแดงซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ ในสัปดาห์นี้ปรับตัวลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบ 8 สัปดาห์ มาอยู่ที่ 5.7 พันเหรียญต่อตัน ต่ำกว่าสมมติฐานที่ระดับ 6 พันเหรียญต่อตัน จึงถือเป็นข่าวดีต่อ Upside ราคาหุ้น

โบรกเกอร์รายนี้จึงประเมินว่าผลประกอบการของ KCE ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในงวดไตรมาส 4/59 และคาดว่าจะฟื้นตัวเป็นลำดับในไตรมาส 1 และ 2 ของปีนี้ ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นโดดเด่น ตามกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นอีก 24% จากการที่โรงงานในลาดกระบังเฟส 3 ที่เดินเครื่องเต็มการผลิต 

นักวิเคราะห์กสิกรฯ มองปัจจุบันราคาหุ้น KCE ยังถูกกดดันด้วยราคาทองแดง ทำให้ซื้อขายบน P/E เพียง 14 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ซื้อขายบน P/E 16 เท่า พร้อมกับคาดอัตรากำไรต่อหุ้น หรือ EPS Growth จะเฉลี่ย 20% ต่อปีในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่จะโตเฉลี่ยเพียง 14% เท่านั้น โดยนักวิเคราะห์ประเมินราคาพื้นฐาน KCE ที่ 132 บาท 

ด้าน "เคทีบี (ประเทศไทย)" ระบุว่า ราคาทองแดงปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนต.ค. และอาจจะเพิ่มขึ้นอีกซักพัก  เนื่องจากคนงานเหมืองทองแดงขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศชิลีรวมตัวกันประท้วงหยุดงาน นักวิเคราะห์ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากแผ่น PCB มีส่วนประกอบของทองแดงในสัดส่วนประมาณ 8% ของต้นทุนทั้งหมด และคาดว่าต้นทุนราคาทองแดงจะส่งผลต่อต้นทุนของ KCE ในไตรมาสแรก โดยมองว่าในระยะยาว KCE จะสามารถผลักดันต้นทุนค่าผลิตสินค้าสู่ผู้ซื้อได้บางส่วน

นักวิเคราะห์เคทีบีคาดแนวโน้มกำไร KCE ในปี 2560 จะสามารถเติบโตราว 10.5% มาอยู่ที่ 3.35 พันล้านบาท พร้อมประเมินราคาพื้นฐาน 125 บาท โดยมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้น ทำให้มีการนำเข้าสินค้าไปยังอเมริกาเพิ่มขึ้น ส่งผลบวกอุตสาหกรรมส่งออกของไทย นอกจากนี้ ปัจจัยด้านต่างประเทศก็ยังมีปัจจัยเฉพาะตัวสำหรับ KCE ในเรื่องโรงงานใหม่ที่คาดว่าจะดำเนินการเฟส 3 แล้วเสร็จภายในครึ่งปีแรกซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 7 แสนตางรางฟุตต่อเดือน ทำให้มองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ กำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 2 ล้านตารางฟุตต่อเดือน ขณะ utilization rate ของเก่าที่คาดว่าจะดีขึ้น

ฝั่งโบรกเกอร์ “บัวหลวง” ยังมีมุมมองบวกต่อ KCE สำหรับแนวโน้มกำไรหลักที่คาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่งที่ 25% สำหรับปี 2560 และ 18% ในปี 2561 นักวิเคราะห์มองการที่จำนวนชิ้นส่วนในรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ และการขยายกำลังการผลิต จะช่วยหนุนให้ KCE ยืนอยู่ในตำแหน่งของ “ผู้ชนะ” ไปอีกอย่างน้อย 3 ปี ส่วนการดำเนินการลงเครื่องจักรสำหรับเฟส 3 เพิ่มเติมในปี 2560-2561 จะช่วยทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น หนุนการเติบโตระยะยาว

นักวิเคราะห์บัวหลวงมองการที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาค่อนข้างแรง ถือว่ารับรู้ประเด็นการปรับขึ้นของราคาทองแดงมากเกินไป จึงแนะนำให้นักลงทุนหาจังหวะในการเข้าซื้ออีกครั้ง พร้อมประเมินราคาพื้นฐาน 120.50 บาท

ZMICO

ZMICO ซื้อหุ้นแอ๊บเซอลูทโยคะ 30% มูลค่า 218 ลบ.

ZMICO ลงทุนธุรกิจสุขภาพ " แอ๊บเซอลูท โยคะ " ซื้อหุ้น 30% มูลค่า 218 ล้านบาท

บล.ซีมิโก้ (ZMICO) เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าลงนามในสัญญาเพื่อลงทุนในบริษัท แอ๊บเซอลูท โยคะ จำกัด (AY) โดยจะเข้าซื้อหุ้นสามัญออกใหม่จำนวน 1,800,000 หุ้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30%  ด้วยมูลค่าเงินลงทุน 217,800,000 บาท โดยเข้าลงนามในสัญญาการเข้าร่วมลงทุนในวันที่ 9 มีนาคม 2560 และจะชำระรายการหลังจาก AY ดำเนินการเพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนเรียบร้อยแล้ว

AY ประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “Absolute You" โดยมีลักษณะเป็นบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งถือหุ้นในบริษัทอื่นๆ ดังนี้
    
1.บจก. แอ็บโซลูท พีเลท ประกอบธุรกิจสตูดิโอฝึกสอนโยคะและพิลาทีสชั้นนำในประเทศไทยส์
2. บจก. แอ็บโซลูท แซงชัวรี่ แอนด์ โยคะ เซ็นเตอร์ (เกาะสมุย) เป็นรีสอร์ทสำหรับคนรักสุขภาพ
3.บจก. แอ็บโซลูท ฟิต ฟู้ด ประกอบธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพแบบเดลิเวอรี่
4. บจก. แอ็บโซลูท ยู แมเนจเม้นท์ เอเชีย ประกอบธุรกิจรับบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโยคะสตูดิโอและโรงแรม
          
ZMICO ระบุว่า จะใช้แหล่งเงินทุนจากเงินทุนหมุนเวียนจากการดำเนินงานของบริษัท โดยคาดว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ คือ กระแสธุรกิจด้านสุขภาพเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างชัดเจน เนื่องจากประชากรหันมาใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ จึงมีความเห็นว่าการลงทุนดังกล่าว จะการเพิ่มรายได้จากผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลหรือกำไร
          
นายชัยภัทร ศรีวิสารวาจา รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ZMICO กล่าวว่า การลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของซีมิโก้ในปีนี้ หลังจากลงทุน 14 ล้านบาทเพื่อถือหุ้นจำนวน 46%ในบริษัท เซนทิเมนทัล จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำหอมซึ่งรวมถึงแบรนด์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียง

SPCG

SPCG เป้ารายได้ปีนี้ทะลุ 6พันลบ.

บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) ตั้งเป้ารายได้ปี 2560 เติบโตแตะ 6.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 5.5 พันล้านบาท หลังเดินหน้าขยายตลาดโซลาร์รูฟในประเทศมากขึ้น 

ส่วนความคืบหน้าโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นคาด COD ได้ในปี61 ตามแผน และอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรขยายโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอาเซียนเพิ่มเติม หวังดันกำลังการผลิตทะลุเป้า 500 เมกะวัตต์ภายในปี62 

GL

GL โต้ข่าวขาดทุนธุรกิจไฟแนนซ์ในศรีลังกา

GL แจ้งปฎิเสธข่าวขาดทุนหลังไปลงทุนใน CCF ธุรกิจไฟแนนซ์ในศรีลังกา ยืนยันเป็นการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์และผลกําไรอย่างมาก พร้อมย้ำถึงนักลงทุนให้ติดตามข้อมูลและข้อเท็จจริงจากบริษัทเท่านั้น

บมจ.กรุ๊ปลีส หรือ GL ชี้แจงข่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ถึงข่าวขาดทุนจากการไปลงทุนในประเทศศรีลังกาว่า เป็นข้อมูลที่ไม่มีมูลความจริง ในทางตรงกันข้ามถือเป็นการลงทุนที่สร้างผลประโยชน์และผลกําไรอย่างมากให้กับผลประกอบการโดยรวมของ GL

GL ระบุว่า ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงปลายปี 2559  GL ได้เข้าถือหุ้นจํานวน 29.99% ในบริษัท Commercial Credit & Finance (CCF) ซึ่งเป็นบริษัทไฟแนนซ์ทีมีชื่อเสียงและมีผลประกอบการที่ดีมาก จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศศรีลังกา

CCF มีกําไรสุทธิ 260.2 ล้านบาท ในไตรมาสที 4 ของปี 2559  เพิ่มสูงขึ้นถึง 84% หากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาของปีก่อนหน้า โดย GL ได้เริ่มบันทึกส่วนแบ่งกําไรจาก CCF ตั้งแต่ไตรมาส 4/2559 และคาดว่าส่วนแบ่งกําไรจาก CCF จะเพิมพูนสูงมากขึ้นในอนาคต เนืองจาก CCF เป็นบริษัททีมีการบริหารดีและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนือง

GL เน้นย้ำถึงนักลงทุนและสาธารณชนโดยทั่วไปว่า ให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงจากบริษัทเพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน